ถั่วดํา
ถั่วดำ ภาษาอังกฤษ Vigna
mungo, Black gram, Black lentil[1], Catjung, Cow Pea[3], Black
Matpe, Urd[5] ถั่วดำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Vigna mungo (L.) Hepper จัดอยู่ในวงศ์ Fabaceae หรือ Leguminosae ในวงศ์ย่อยถั่ว (Faboideae
หรือ Papilionoideae) เช่นเดียวกันกับถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วลันเตา ถั่วลิสง ถั่วพู และถั่วฝักยาว[1],[5]
ถั่วดํา ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ
อีกเช่น ถั่วนา ถั่วไร่ ถั่วมะแป ถั่วซั่ง มะถิม[3] ถั่วเขียวผิวดำ ถั่วแขก[5] เป็นต้น
และถั่วดำที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นคนละชนิดกันกับ “ต้นถั่วดำ” ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น
ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bruguiera parviflora โดยจัดอยู่ในวงศ์โกงกาง (Rhizophoraceae)
จากข้อมูลของคณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า ถั่วดํา ก็คือ “ถั่วเขียวผิวดำ” ที่เดิมใช้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าPhaseolus
mungo Linn. และต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อวิทยาศาสตร์เป็น Vigna mungo (L.)
Hepper สรุปแล้วถั่วดำก็คือถั่วเขียวชนิดหนึ่งนั่นเอง[4]
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าถั่วดำมีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศอินเดีย หรือในพม่า เนื่องจากมีหลักฐานที่ระบุว่ามีศูนย์กลางแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดียและเอเชียกลาง และภายหลังได้แพร่กระจายไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศไท พม่า มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ตลอดจนถึงทวีปอเมริกา แอฟริกา และออสเตรเลีย[5]
ลักษณะของดำ
ลักษณะถั่วดำ และถั่วเขียวโดยรวมแล้วจะคล้ายกันๆ โดยรากถั่วดำมีระบบรากแก้ว
ต้นถั่วดำ จัดเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นตั้งตรงเป็นพุ่ม มีความสูงประมาณ 30-100 เซนติเมตร บางสายพันธุ์มีลำต้นแบบกึ่งเลื้อย ส่วนของลำต้นที่อยู่เหนือใบเลี้ยงจะค่อนข้างเป็นเหลี่ยม และมีขนปกคลุมอยู่ทั่วไป[5]
ใบถั่วดำ ใบจริงคู่แรกจะเป็นใบเดี่ยวอยู่ตรงข้ามกัน และใบจริงในลำดับต่อไปจะเกิดแบบสลับอยู่บนลำต้น แต่ละใบประกอย จะมีใบย่อย 3 ใบ มีขนาดเล็กสีเขียวเข้ม และหนา เป็นรูปไข่ (ใบย่อยมีขนาดเล็กกว่าใบย่อยถั่วเขียว) ส่วนก้านใบยาวประมาณ 6-20 เซนติเมตร ที่ฐานของก้านใบจะมีหูใบอยู่ 2 อัน ส่วนก้านใบย่อยจะสั้น ใบย่อยใบกลางมีหูใบย่อย 2 อัน ส่วนใบย่อย 2
ใบล่าง จะมีหูใบย่อยอยู่ข้างละอัน และใบมีขนปกคุลมยาวและหนาแน่นอยู่ทั่วไป[5]
ดอกถั่วดำ ออกดอกเป็นช่อ มีก้านดอกยาวและดอกเกิดเป็นกลุ่มที่ปลาย ในหนึ่งช่อจะมีดอกประมาณ 5-6 ดอก โดยดอกจะเกิดตามมุมใบ ก้านช่อดอกยาวประมาณ 18 เซนติเมตร ส่วนดอกย่อยมีขนาดเล็กสีเหลืองหรือสีเขียวอ่อน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.75 เซนติเมตรดอกมีกลีบ 5 กลีบ โดยมีกลีบใหญ่ 1 กลีบ กลีบข้าง 2 กลีบ และกลีบหุ้มเกสร 2 กลีบ โดยกลีบหุ้มเกสรจะมีลักษณะม้วนเป็นเกลียว ปลายลักษณะคล้ายปากแตร ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน[5]
ฝักถั่วดำ ฝักมีลักษณะเป็นทรงกระบอกยาว ฝักสั้นตรง ฝักเมื่อแก่อาจมีสีขาวนวล น้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ปลูกในฝักจะเมล็ดอยู่ไม่เกิน 8 เมล็ด[5]
เมล็ดถั่วดำ หรือ ลูกถั่วดำ มีลักษณะค่อนข้างเป็นทรงกระบอก ปลายตัดเป็นเหลี่ยม มีตาสีขาวคล้ายรอยแผลเป็นเล็กน้อยอยู่ทางด้านเว้าของเมล็ดถั่ว เมล็ดมีสีดำและด้าน โดยเมล็ดถั่วดำ 100 เมล็ดจะหนักประมาณ 1.5-4 กรัม[5]
คุณค่าทางโภชนาการของถั่วดำ ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 1,445 กิโลจูล
คาร์โบไฮเดรต 62-65%
แป้ง 40-43%
น้ำตาล 4-5%
เส้นใย 3.5-4.5%
ไขมัน 1-2%
ความชื้น 11-14%
ทริปโตเฟน (Tryptophan)
630%
เมไธโอนีน (Methionine) 90%
ซิสทีน (Cystine) 60%
วาลีน (Valine) 370%
ข้อมูลจาก : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
“ถั่วเขียวผิวมันและถั่วเขียวผิวดำ”. นางนันทวรรณ สโรบล (นักวิชาการเกษตร)[5]
สรรพคุณของถั่วดำ
ถั่วดำมีรสหวาน สรรพคุณช่วยบำรุงโลหิต[2]
ช่วยบำรุงสายตา[2]
สรรพคุณถั่วดํา ช่วยขจัดพิษในร่างกาย[2]
ช่วยขับเหงื่อ[2]
ถั่วดำ สรรพคุณช่วยแก้อาการร้อนใน[2]
ช่วยรักษาดีซ่าน[2]
ถั่วดำ มีสารที่ช่วยบรรเทาอาการปวดลำไส้เล็ก[2]
สรรพคุณของถั่วดํา ช่วยขับลมในกระเพาะ[2]
ช่วยขับของเหลวในร่างกาย[2]
ช่วยบำรุงไต ป้องกันไตเสื่อม[2]
ช่วยแก้อาการบวมน้ำ[2]
ช่วยแก้อาการเหน็บชา[2]
ช่วยแก้อาการปวดเอว[2]
ประโยชน์ของถั่วดำ
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย[8]
ช่วยบำรุงหัวใจ[8]
ถั่วดำอุดมไปด้วยแคลเซียม ซึ่งช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ทำให้กระดูและฟันแข็งแรง[8]
นอกจากถั่วดำจะให้โปรตีนแล้ว แล้วยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์หรือเส้นใย ซึ่งช่วยในการขับถ่าย และป้องกันอาการท้องผูก[8]
ถั่วดำ มีคุณสมบัติในการช่วยลดความอ้วนได้ เนื่องจากในถั่วดำมีสัดส่วนของโปรตีนถึง 40% และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 20% โดยอุดมไปด้วยสารลดความอ้วน และสารที่ช่วยกำจัดสารพิษ[6]
ช่วยควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากเส้นใยที่มีมากในถั่วจะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานขึ้น และทำให้ร่างกายมีพลังงานสม่ำเสมอ[8]
ในถั่วดำมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็ง รวมไปถึงโรคในผู้ใหญ่ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือบทบาทการช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึงร้อยละ 40 และมะเร็งลำไส้ตรงได้ถึงร้อยละ 80 นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ด้วย ซึ่งจากงานวิจัยระบุว่าผู้ที่รับประทานบ่อยๆ จะมีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารน้อยกว่าผู้ที่ได้รับประทานถึงร้อยละ 30 รวมไปถึงฤทธิ์ในการป้องกันมะเร็งปอดได้ถึงร้อยละ 50[6]
ถั่วดำมีสารไอโซฟลาโวนส์ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยป้องกันเซลล์เจริญเติบโตผิดปกติ จากปัญหาการหลั่งฮอร์โมนผิดปกติจนกลายเป็นโรคอ้วน และยังช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก อันมีสาเหตุมาจากการหลั่งฮอร์โมนแอนโดรเจน หรือฮอร์โมนเพศชาย มากเกินไปได้[6]
ถั่วดำมีสารที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส ซึ่งช่วยป้องกันและลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งได้ ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม และยังส่งผลดีต่อฮอร์โมนเพศหญิงอีกด้วย[8]
ช่วยยับยั้งโรคเบาหวาน เนื่องจากเส้นใยในถั่วดำเป็นเส้นใยชนิดละลายน้ำ จึงช่วยลดความเร็วของการดูดซึมกลูโคสให้ดูดซึมในร่างกายช้าลง จึงสามารถยับยั้งโรคเบาหวานได้[6]
ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล[8]
ช่วยป้องกันและรักษาโรคโลหิตจาง เนื่องจากถั่วดำอุดมไปด้วยวิตามินบี12 วิตามินบี9 หรือกรดโฟลิก และเบต้าแคโรทีน แถมยังมีธาตุเหล็กที่สูงกว่าเนื้อสัตว์ถึง 4 เท่า มันจึงมีประโยชน์โดยตรงต้อผู้เป็นโรคโลหิตจางอย่างมาก[6]
ถั่วดำอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ที่ช่วยบำรุงโลหิต และเป็นส่วนหนึ่งของสารในเม็ดเลือดแดงที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย จึงช่วยป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง สมองไม่ดี หรือคิดอะไรไม่ค่อยออก ฯลฯ[8]
ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและช่วยลดคอเลสเตอรอล เนื่องจากถั่วดำอุดมไปด้วยวิตามินอีและโพแทสเซียมที่ช่วยลดความดันโลหิต ด้วยการขยายเส้นโลหิตให้กว้างมากขึ้น ทั้งยังมีแคลเซียมที่ช่วยทำให้กล้ามเนื้อของเส้นเลือดเกิดความยืดหยุ่นมากขึ้นอีกด้วย[6]
ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งจากผลการวิจัยระบุว่าผู้ที่รับประทานถั่วดำในปริมาณมากกว่าจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่รับประทานถั่วดำน้อยกว่าหรือไม่รับประทานเลย[7]
ล้างพิษด้วยถั่วดำ ถั่วดําช่วยล้างพิษในร่างกาย
เนื่องจากถั่วดำมีสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นถั่วที่มีสารล้างพิษที่มีปริมาณสูงสุด
และยังมีสารสำคัญอย่างแอนโทไซยานินที่เป็นสารล้างพิษที่ดี
โดยเมื่อเทียบกับผลไม้อย่างส้มแล้ว
พบว่าถั่วดำจะมีปริมาณของสารล้างพิษมากกว่าส้มถึง 10 เท่า !
แต่การทำให้ถั่วดำสุกจะสูญเสียสารล้างพิษไปบ้าง
แต่ก็ยังสามารถช่วยล้างพิษในร่างกายได้อย่างประสิทธิภาพ[7]
การรับประทานถั่วดำเป็นประจำ ช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ช่วยทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส ช่วยเพิ่มความกระชับ ทำให้ผิวหน้าดูมีชีวิตชีวา อีกทั้งยังช่วยลดเลือนรอยแดงจากสิว ป้องกันการเกิดกระบนผิว เพราะอุดมไปด้วยวิตามินอี และสารแอนโทไซนานินที่ช่วยเพิ่มการทำงานของคอลลาเจน[6]
มีคำกล่าวว่าการรับประทานถั่วจะช่วยทำให้ฉลาดขึ้น ซึ่งก็ใกล้เคียงกับความจริง เนื่องจากมีสารเลซิตินที่ช่วยบำรุงสมอง ช่วยในการทำงานของสมอง จึงมีผลดีต่อผู้ที่ต้องใช้ความจำ และสำหรับคนชราก็สามารรถช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย[6]
ถั่วดำยังเป็นแหล่งสำคัญของธาตุโบรอน (Boron) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทของสมอง ทำให้ช่วยสมองทำงานได้ฉับไวขึ้น[8]
ช่วยแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับ ด้วยการนึ่งถั่วแล้วไส้ไว้ในหมอน ขณะที่ยังอุ่นๆ ก็จะช่วยแก้อาการนอนไม่หลับได้[6]
ถั่วดำเป็นแหล่งอาหารจากธรรมชาติที่มีโฟเลทสูง มีความสำคัญอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดของทารกได้ นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กที่ช่วยลดอาการอ่อนเพลียของสตรีขณะตั้งครรภ์ได้อีกด้วย[8]
เมล็ดถั่วดำมีคุณค่าทางอาหารที่สูงใกล้เคียงพอๆ กับเมล็ดถั่วเขียว[5]
ถั่วดำสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย แต่น้อยกว่าถั่วเขียว เช่น ในญี่ปุ่นจะนำไปใช้เพื่อเพาะถั่วงอกเป็นหลัก ส่วนอินเดียนิยมนำไปทำถั่วซีก ตลอดจนใช้บริโภคทั้งเมล็ด ด้วยการใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารจำพวกซุปหรือแกงต่างๆ หรือใช้ในอาหารประเภทหมัก ส่วนในบ้านเราจะใช้ทำงอกเป็นหลักและทำแป้ง เป็นต้น[5]
ถั่วดำอุดมไปด้วยโปรตีน
คาร์โบไฮเดรต แคโรทีน วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย[2]
เปลือกหุ้มเมล็ดมีสารแอนโทไซยานิน
(Anthocyanin) ซึ่งสามารถนำมาใช้แต่งสีขนมต่างๆ ได้ เช่น ขนมถั่วแปป แป้งจี้
เป็นต้น ด้วยการนำเมล็ดถั่วดำมาล้างให้สะอาด
แล้วนำไปต้มเคี่ยวกับน้ำแล้วจะได้น้ำที่มีสีม่วง[3]
เมล็ดถั่วดำเมื่อนำมาบดกับแป้งใช้ทำเป็นขนมได้
เช่น ขนมลูกชุบ ขนมเปี๊ยะ เป็นต้น[3]
ถั่วดำเป็นพืชทนแล้ง
สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด มักนิยมใช้ปลูกเป็นพืชรองในปลายฤดูฝน ตามหลังพืชหลัก
เช่น ถั่วเหลือง
หรือข้าวโพดโดยเป็นพืชที่มีบทบาทในด้านเศรษฐกิจของประเทศเช่นเดียวกับถั่วเขียว[5]
ข้อควรรู้ ! : ถั่วดำมีสารพิวรีน
(Purine) ระดับปานกลาง ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรรับประทานในปริมาณที่จำกัด เนื่องจากสารดังกล่าวอาจเป็นตัวกระตุ้นทำให้อาการข้ออักเสบกำเริบขึ้นได้
และการรับประทานถั่วที่ดี ควรรับประทานสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง[8]
แหล่งอ้างอิง
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.
[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: en.wikipedia.org/wiki/Vigna_mungo.
[23 ต.ค. 2013].
ชีวจิต. อ้างอิงใน:
นิตยสารชีวจิต ฉบับที่ 208 (1 มิ.ย. 2550). ”มหัศจรรย์พลังของถั่ว”. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก: www.cheewajit.com. [23 ต.ค. 2013].
ไทยเกษตรศาสตร์. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก: www.thaikasetsart.com. [23 ต.ค. 2013].
คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ”บทปฏิบัติการเรื่องถั่วเขียว”. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก: www.natres.psu.ac.th. [23 ต.ค. 2013].
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้านการเกษตร
เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
อ้างอิงใน: สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร. ”ถั่วเขียวผิวมันและถั่วเขียวผิวดำ”.
นางนันทวรรณ สโรบล (นักวิชาการเกษตร). [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก: ag-ebook.lib.ku.ac.th. [23 ต.ค. 2013].
กรุงเทพธุรกิจ. ”ถั่วดำ…หุ่นดีฉบับเกาหลี”.
(วันที่ 5 พฤษภาคม 2555). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bangkokbiznews.com.
[20 ต.ค. 2013].

No comments:
Post a Comment